10 ความลับอันน่าทึ่งของแครอทที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน
คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักเจ้าหัวสีส้มๆยาวๆนี้ ใช่…มันคือหัวแครอท ซึ่งเจ้าแครอทเนี่ยมันอยู่ในสปีชี่ส์ Daucus carota เป็นผักประจำบ้านที่อยู่คู่ครัวทั่วโลก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารจานโปรดของหลายๆคน แต่คุณๆรู้จักแครอทดีแค่ไหนกัน? เพื่อตอบคำถามนี้ เราได้ศึกษาประวัติศาสตร์และชีววิทยาเกี่ยวกับเจ้าแครอทที่สามารถปลูกได้สองครั้งต่อปีชนิดนี้ และเราก็ค้นพบเรื่องราวอันน่าทึ่ง 10 อย่าง ที่อาจทำให้คุณอยากกินแครอทขึ้นมาทันใด
1. แครอทถูกปลูกครั้งแรกในอัฟกานิสถาน
จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ มีการปลูกแครอทครั้งแรกในอัฟกานิสถานในช่วง 900 ปี ก่อนคริสต์ศักราช และแพร่ขยายออกไปยังบริเวณใกล้เคียง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10 แครอทเดินทางไปถึงตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และกลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในอาหารของยุโรปทางเหนือและจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13
โดยทั่วไป แครอทแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ แครอทป่า และแครอทบ้าน แต่จริงๆแล้ว แครอทมีหลายสายพันธุ์ และรูปร่างหลากหลายจนคุณอาจตะลึง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปกรวยสีส้มยาว หรือกรวยสั้นๆป้อมๆ ตลอดจนเป็นแท่งยาวๆผอมๆ เมื่อพูดถึงสีสัน แครอทก็มีตั้งแต่สีครีมจนเกือบขาว ค่อยๆไล่เฉดไปถึงสีส้มอ่อน จนถึงสีส้มแก่ๆจนเกือบแดง และข้ามไปยังสีม่วง
3. เบบี้แครอทไม่ใช่ชื่อพันธุ์ของแครอท
เบบี้แครอทเป็นแครอทที่ยังอ่อนอยู่ ด้วยเหตุนี้มันจึงมีขนาดเล็ก และบางครั้ง เราก็เรียกแครอทโตเต็มวัยที่ถูกตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆว่า เบบี้แครอทเช่นกัน ซึ่งเบบี้แครอทประเภทหลังมีต้นกำเนิดมาจากเกษตรกรชาวแคลิฟอร์เนียนาม ไมค์ ยูโรเซค (Mike Yurosek) ผู้ที่เบื่อกับการต้องเคี้ยวแครอทต้นโตๆ จึงตัดสินใจหั่นและเกลาแครอทออกเป็นชิ้นเล็กๆพอดีกิน ใน ค.ศ. 2010 เกษตรกรผู้ปลูกแครอทออกโฆษณารณรงค์ให้ผู้คนหันมากินเบบี้แครอทเป็นอาหารว่างทางเลือก และการรณรงค์นี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก
4. คุณสามารถทิ้งแครอทไว้ในสวนได้ตลอดช่วงฤดูหนาว
ขณะที่พืชผักจำนวนไม่น้อยต้องการการฟูมฟักและทะนุถนอมตลอดช่วงฤดูหนาว แครอทสามารถทนหนาวและอยู่รอดโดยปราศจากการดูแล หลังจากเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะติดผิวแครอท คุณก็แค่เอาเศษใบไม้ทับลงไปสักประมาณหนึ่งฟุต และรอเก็บเกี่ยวมันในฤดูใบไม้ผลิเท่านั้นเอง
5. แครอทมีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 88 เปอร์เซ็นต์
ด้วยเหตุนี้ หากคุณกินแครอทเพื่อระงับความหิว สิ่งที่คุณได้รับส่วนใหญ่จะมีเพียงน้ำเท่านั้น นี่ไม่ใช่เรื่องที่แย่แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาความจริงที่ว่า ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์
แครอทไม่ได้มีแค่สีส้มเท่านั้น แต่มีตั้งแต่สีขาว เหลือง ส้ม จนไปถึงสีม่วงแก่ ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ แครอทในช่วงแรกๆมีสีขาวและสีม่วงเท่านั้น แครอทสีส้มที่เราเห็นทุกวันนี้เป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ของแครอทสีม่วง
7. แครอทสุกดีกว่าแครอทดิบ
เมื่อถูกความร้อน แครอทจะปล่อยเบต้าแคโรทีนออกมามากขึ้น หากคุณกินแครอทดิบ คุณจะได้เบต้าแคโรทีนเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ แต่ในแครอทสุกเบต้าแคโรทีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ในปริมาณที่กินเท่าๆกัน
8. แครอทเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนที่ดีที่สุด
เบต้าแคโรทีนเป็นสารอาหารที่อยู่ในผลไม้สีเหลือง ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอเมื่อเข้าสู่ร่างกายของเรา เบต้าแคโรทีนช่วยในการมองเห็น ต่อต้านอนุมูลอิสระ และบำรุงผิวของคุณ
9. แครอทมีเมล็ด
คุณอาจเคยคิดว่า แครอทเพาะพันธุ์จากหัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงเลย เกษตรกรสามารถเพาะพันธุ์แครอทจากเมล็ด นอกจากนี้ เมล็ดแครอทยังมีกลิ่นหอมพิเศษ ซึ่งถูกนำไปใช้ในฐานะเครื่องเทศและสมุนไพร
10. แครอทมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ
น้ำตาลที่อยู่ในแครอทประกอบด้วย ซูโครส กลูโคส ไซโลส และฟรุ๊คโตส รวมทั้งแครอทยังเต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบีหก แมงกานีส แคลเซียม โพแทสเซียม และไฟเบอร์ที่จำเป็นต่อร่างกาย
ที่มา: foodrepublic.com